จ่ออายัดเงินเกือบ 9 ล้าน เตรียมดำเนินคดีฐานหลอกลวง และนำข้อมูลเท็จลงสื่อออนไลน์ กรณีเหตุ "กุเรื่องดราม่าเด็ก 10 ขวบ หาเลี้ยงทั้งบ้าน"





จ่ออายัดเงินเกือบ 9 ล้าน  "กุเรื่องดราม่าเด็ก 10 ขวบ หาเลี้ยงทั้งบ้าน" เตรียมดำเนินคดีข้อหาหลอกลวงประชาชนและนำข้อมูลอันเป็นเท็จลงในสื่อออนไลน์ ความผิดพรบ.คอม โทษจำคุก 5 ปีหรือทั้งจำและปรับ 

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 61 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ นายประสงค์  อุไรวรณ์ นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ตรวจสอบพบการนำเสนอข่าวผ่านสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับเด็กชายอายุ 10 ขวบ นักเรียนอยู่ชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่ง และอาศัยอยู่กับคุณพ่อ คุณปู่ และ คุณย่า ในพื้นที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ว่า "วอนช่วยเหลือเด็กน้อยยอดกตัญญู ช่วยย่าหูตึงแกะข้าวโพด หารายได้เลี้ยงดูพ่อพิการขา 1 ข้าง ปู่วัย 64 ปี ป่วยด้วยโรคเบาหวานและคุณย่าที่แก่ชราวัย 63 ปี หูตึง พร้อมระบุเลขบัญชีรับเงินบริจาคโอนผ่านธนาคารกรุงไทยสาขาอุตรดิตถ์ ในนามของคุณย่า ส่งผลทำให้ประชาชนทั่วประเทศหลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารเป็นเงินจำนวนมาก จนลือสะพัดว่ามีเงินบริจาคเข้าธนาคารสูงถึง 15 ล้านบาท กระทั่งพบว่าครอบครัวนี้ไม่ได้เป็นผู้ยากไร้ และเด็ก 10 ขวบ ไม่ได้หาเลี้ยงทั้งบ้าน ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยมี นายธวัช คลังกรณ์ นายก อบต.บ้านด่าน ออกมายืนยันว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะดีกว่าคนในตำบลบ้านด่านมีการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโฉนดที่ดินรวมทั้งสิ้น 5 แปลง 34 ไร่ ราคาไร่ละ 1.5 แสนบาท คิดเป็นเงินประมาณ 4-5 ล้านบาท ยังได้รับ
เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั้งคุณปู่ คุณย่า เบี้ยคนพิการของพ่อเด็กรวม 3,600 บาทต่อเดือน 

ทั้งนี้ นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ มีหนังสือแจ้งให้ พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ ตรวจสอบกรณีขอรับการช่วยเหลือรายเด็กชาย อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รายนี้ทันที เนื่องจากครอบครัวนี้ไม่ได้เป็นผู้ยากไร้ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด และยังพบว่ามีการขอรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาต มีการนำเข้ามูลไม่เป็นความจริง เพื่อทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อ ติดตามและบริจาคเงินจำนวนมาก โดยมีผู้ร้องเรียนว่า เป็นการนำเข้าข้อมูลเท็จ เพื่อหลอกลวงให้มีการบริจาค ความจริงครอบครัวดังกล่าว มีที่ดินทำกินเป็นจำนวนมาก มีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่าคนในตำบลมาก ข้อมูลที่นำเสนอไปไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์หรือไม่ ขอให้สถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แล้วรายงานผลให้อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ทราบด้วยตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น


นายประยุท เต่าแก้ว หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า หลังทราบข่าวจากสื่อมวลชนจึงเดินทางลงไปเยี่ยมเด็กชายอายุ 10 ขวบพร้อมครอบครัว ดูจากเนื้อข่าวเด็กคนเดียวต้องรับผิดชอบพ่อ ปู่และย่าถึง 3 คน นิ่งดูดายไม่ได้ที่เด็กอยู่ในสภาวะยากลำบาก ลงพื้นที่ไปพร้อมกับนักสังคมสงเคราะห์พร้อมเจ้าหน้าที่นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปช่วยเหลือ และจัดเงินสงเคราะห์ครอบครัวให้ สอบตามแบบฟอร์มเพื่อจัดเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือครอบครัว รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านซึ่งดูแลสมุดบัญชีครอบครัวนี้ พบเห็นมีเงินเข้าบัญชีเยอะ จึงยกเลิกเงินช่วยเหลือสังคมสงเคราะห์ ด้วยครอบครัวนี้จะสามารถช่วยเหลือตนเองได้จากเงินที่บริจาคมา ทั้งนี้ พบเงินบริจาคในบัญชี 8,472,936 บาท สอบถามมีการนำเงินดูแลเด็กอย่างไร เห็นว่าเอาไปฝากประจำเด็กจะสามารถถอนเงินก้อนดีได้ตอนอายุครบ 20 ปี ประมาณ 2 ล้านบาทนอกนั้นแยกเป็นบัญชีอื่น ฝากไว้เพื่อกินดอกเบี้ย ใช้ในการดูแลเด็กในการเรียนจนจบปริญญาตรี เพราะตั้งเป้าหมายวางแผนไว้ให้หลาน  

 

"กุเรื่องดราม่าเด็ก 10 ขวบ หาเลี้ยงทั้งบ้าน" ทั่วประเทศหลั่งไหลแห่โอนเงินเข้าบัญชีช่วยเหลือ





เตรียมดำเนินคดีข้อหาหลอกลวงและนำข้อมูลเท็จลงสื่อออนไลน์ ความผิดพรบ.คอม โทษจำคุก 5 ปีหรือทั้งจำและปรับ 




พ.ต.อ.ดิษยเดช กล่าวว่า ทางสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ สั่งการให้งานสืบสวนและงานสอบสวนสืบสวนข้อเท็จจริงว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่หลอกลวงประชาชนหรือไม่หรือเป็นการกระทำที่เอาข้อมูลอันเป็นเท็จลงในสื่อออนไลน์ มีความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 หรือไม่ พรบ.คอมพิวเตอร์มีโทษค่อนข้างสูงมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน1 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ 

" กรณีนี้ หากมีการวางแผนมาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่มีการลงสื่อออนไลน์ ข้อความนั้นไม่เป็นความจริง เพื่อเป็นการสร้างภาพหลอกลวง เราจะต้องดูว่าในสื่อตรงนั้น ต้องการให้ผู้บริจาคโอนเงินมาเข้าบัญชีไหน ถ้ามีการเคลื่อนไหวของเงินผู้บริจาคเข้ามาตั้งแต่ลงในสื่อออนไลน์ถือว่า เงินที่โอนเข้ามานั้นได้มาจากการหลอกลวงประชาชน ได้มาจากการกระทำความผิดพนักงานสอบสวนจะแจ้งไปยังธนาคารเจ้าของบัญชีให้ทำการอายัด หลังจากดำเนินคดีแล้วก็ต้องรอผลของคำพิพากษาจะดำเนินการอย่างไรกับทรัพย์สินเงินที่อยู่ภายในธนาคาร" 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสมุดบัญชีธนาคารกรุงไทย นามชื่อคุณย่าของเด็ก10 ขวบ พบรับโอนเงินจากประชาชนผู้ใจบุญทั่วประเทศ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,472,936.30 บาทถูกถอนปิดบัญชีไปแล้ว เพื่อนำเงินทั้งหมดไปใส่ในบัญชีที่เปิดใหม่มีชื่อคุณย่า จำนวน 1 เล่ม มีเงินฝากจำนวน 2 ล้านบาท และชื่อรวมระหว่างคุณย่ากับเด็กอีก จำนวน 2 เล่ม เล่มแรก 2 ล้านบาท เล่มที่2 จำนวน 2,930,000 บาท รวมยอดเงินในบัญชีทั้ง 3 เล่มอยู่ที่ 6,930,000 บาท จากยอดเงินในบัญชีที่ได้รับบริจาค 8,472,936 บาท มียอดเงินที่หายไปเป็นเงินทั้งสิ้น 1,542,936 บาท  ซึ่งสมุดบัญชีทั้งหมดตอนนี้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ว่า การอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ ตัวเลขเงินในสมุดบัญชีอาจมีผู้ใจบุญทั่วประเทศบริจาคเพิ่มเข้ามาอีกก่อนทำการปิดสมุดบัญชีของย่าเด็กคงต้องรอเจ้าหน้าตำรวจชี้แจง หลังทำการตรวจสอบกับธนาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าตัวเลขอาจพุ่งสูงขึ้นเกือบถึง 9 ล้านบาทหรือกว่านั้น

ภาพ/ข่าว  สมภพ  สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ภาคเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์
















ข่าวที่เกี่ยวข้อง