เกษตรกรหนุ่มบ้านลาด วังสะพุง สู้ราคาอ้อยตกต่ำไม่ไหว ไถทิ้งเรียบ เปลี่ยนไปปลูกกาแฟ เปิดร้านขาย-สร้างแบรนด์เอง รายได้ดีกว่า 4 เท่าตัว (ชมคลิป)




จากการที่ปัจจุบันราคาอ้อยได้เริ่มตกต่ำ รายได้จากการขาย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน  เกษตรกรประสบปัญหาภาระหนี้สิน จึงทำให้มีเกษตรกรหลายคนหันไปปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน  ซึ่งในพื้นที่จังหวัดเลยมีสภาพอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการปลูกพืชสวนหลายชนิด  โดยมีกาแฟเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่มีอนาคตค่อนข้างดี

นายนิวัติ  นุราช  เกษตรกรหนุ่มวัย 43 ปี แห่งบ้านลาด  ต.โคกขมิ้น  อ.วังสะพุง  จ.เลย  เป็นหนึ่งในผู้ที่เปลี่ยนจากไร่อ้อยเป็นสวนกาแฟ  ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ   มีรายได้จากการขายเมล็ดกาแฟมากกว่ารายได้จากการขายอ้อยกว่า 4 เท่าตัว  ลดภาระหนี้สิน  และดีต่อสุขภาพ เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีปราบศัตรูพืชมากเหมือนการปลูกอ้อย

 

 

 

 


นายนิวัติเล่าว่า  ที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่ 25 ไร่  ปลูกอ้อยมานาน  16  ปี  ช่วงหลังเริ่มได้ผลผลิตน้อยลง เพราะดินเสื่อม จากการใช้สารเคมี ต้องเพิ่มปริมาณขึ้นทุกปี เพราะหากไม่ใช้ ผลผลิตก็จะน้อยลง  ประกอบกับ ราคาอ้อยเริ่มตกต่ำ  ตนจึงตัดสินใจไถต้นอ้อยทิ้งทั้งหมด  แล้วไปซื้อต้นกาแฟพันธุ์โรบัสต้ามาปลูก  โดยที่ยังไม่มีประสบการณ์  ลองผิดลองถูก ปลูกแบบโล่งๆ กลางแจ้ง บนพื้นดินที่เสื่อมแล้ว ทำให้ต้นกาแฟแห้งเหี่ยว จนตนและครอบครัวเริ่มถอดใจ จะถอนทิ้งหมดแล้ว  แต่เมื่อได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมก็พบว่า กาแฟต้องการร่มเงา จึงปลูกกล้วยแซม  ปลูกฟักทองคลุมดิน  พร้อมทั้งนำปุ๋ยคอกมาปรับปรุงดิน  พยายามทำเกษตรแบบอินทรีย์ หลังจากนั้นปรากฏว่า ต้นกาแฟเริ่มฟื้นขึ้นมา และเติบโตจนให้ผลผลิตในปีที่ 4  ช่วงนี้กำลังเก็บเม็ดกาแฟรอบสุดท้ายของปีแล้ว

จากการเก็บผลผลิตมาขายในช่วงที่ผ่านมา ได้กาแฟเม็ดเชอรี่รวมประมาณ 26  ตัน  คัดให้เป็นเม็ดสารที่คัดคุณภาพแล้วเหลือ 5-6 ตัน  ขายได้ตันละ 6-7 หมื่นบาท  หรือกิโลกรัมละ 60-70 บาท  ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดกาแฟ โดยส่วนใหญ่ขายให้โรงงานผลิตกาแฟรายใหญ่ของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่จังหวัดชุมพร  ส่วนหนึ่งก็นำมาแปรรูป ทำเป็นกาแฟเม็ดคั่วและกาแฟสดบดขาย หรือชนิดแบบซองดริฟพร้อมดื่ม ให้ลูกค้าตามที่สั่งซื้อมา ทั้งแบบคั่วอ่อน กลาง และคั่วเข้ม  โดยบรรจุถุงตราชายคากาแฟ@เลย   เพิ่มมูลค่าได้อีก 3-5 เท่าตัว   ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้จากการปลูกอ้อยในอดีต  เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ขายได้ประมาณ  80,000 บาท เท่านั้น อีกทั้งยังต้องรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย เงินที่ได้ก็แบ่งไปใช้หนี้เงินกู้กับไปหาหมอ สุดท้ายแทบจะไม่เหลืออะไร

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน