แม่โพสต์ผ่านโซเชี่ยลหมอจ่ายยาผิดลูกหวิดตาบอดยำ้ไม่อยากฟ้องโรงพยาบาล





นครปฐม แม่โพสต์ผ่านโซเชียล หมอจ่ายยาผิดลูกหวิดตาบอด ย้ำไม่อยากฟ้องร้องโรงพยาบาล 

 แม่หนูวัย 10 เดือน เผยโพสเรื่องราวหมอจ่ายยาหยอดยาผิดทำ ลูกสาวตาบวมมีเลือดไหล เฉียดตาบอดหวุดหวิด ยันยังไม่ได้คิดเรื่องฟ้องร้องเอาผิดโรงพยาบาลรัฐ แต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์เท่านั้น โดยยุติธรรมจังหวัดนครปฐมรุดเข้าเยี่ยม พร้อมประสานเจรจาให้ก่อนถึงขั้นแจ้งความฟ้องร้อง เผยพยาบาลโทรมาสอบถามเปรยหากติดใจการรักษาให้มาพบที่โรงพยาบาลก่อนวางสายหายไป ทำครอบครัวเสียความรู้สึก
 วันนี้ 13 ก.ค. 62 ผู้สื่อข่าวเข้าติดตามความคืบหน้ากรณี นางสาวอนุวรรณ ศรีบุญ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52/32 ม.2 ต.บ่อพลับ อ.เมือง จ.นครปฐม ได้โพสข้อความและภาพลงบนเฟสบุ๊คถึงการเข้ารับการรักษาพยาบาลหลังจากลูกสาววัย 10 เดือน ได้มีอาการติดโรคตาแดง แต่ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปรับการรักษาแล้วได้รับยาหลอดตาแล้วใช้จนเกิดอาการผิดปกติ ก่อนจะกลับเข้าไปตรวจซ้ำและได้ยากลับมาอีก แต่ทำให้อาการแย่ลงจึงได้ตัดสินใจไปพบแพทย์ที่คลินิก ซึ่งได้ให้ยาใหม่มาทำการหยอดตาจึงทำให้อาการดี แต่พบว่ายาที่โรงพยาบาลจ่ายมาให้นั้นมีความรุนแรงส่งผลให้ตาเด็กบอดได้หากมาพบแพทย์ช้า ซึ่งเป็นที่ประชาชนสนใจวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ไปเป็นวงกว้าง 
 โดย กรณี นางสาวอนุวรรณ ศรีบุญ อายุ 24 ปี บอกว่า การโพสต์ดังกล่าวนั้นเพื่อเป็นการเตือนคนทั่วไปที่จะทำการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี

 

 






โดยเหตุการณ์เริ่มจากวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเมื่อลูกสาวนั้นไปติดเชื้อตาแดงจากเพื่อนบ้าน ซึ่งตนเองได้พาลูกสาววัยเพียง 10 เดือนไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐในตัวเมืองนครปฐม โดยแพทย์ได้ทำการตรวจสอบแล้วได้ให้ยามาหยอด แต่เมื่อกลับมาหยอดแล้วอาการไม่ดีขึ้นและมีสิ่งผิดปกติ วันที่ 9 กรกฎาคม จึงได้กลับไปตรวจอีก ซึ่งแพทย์คนเดิมได้ตรวจโดยไม่ได้ส่องดูอะไรในตา แล้วบอกว่าไม่มีอะไร จึงไดกลับมาจึงได้หยอดตาด้วยยาใหม่ แต่ปรากฏว่าเมื่อหยอดไปก็เกิดอาการหนักกว่าเดิม มีอาการตาบวมมีน้ำเหลืองไหลและเลือดก็ไหลออกมา มีน้ำที่มีกลิ่นคาวออกมาจึงได้ตัดสินใจไปพบหมอ จริยา ที่ถนนเทศาซอย 8 โดยหมอได้บอกว่ายาดังกล่าวเป็นยาแรงใช้กับเด็กไม่ได้เพราะถ้าปล่อยไว้ตาจะบอดได้ ซึ่งตนเองนั้นตกใจสงสารลูกสาวมากซึ่งพอเปลี่ยนยามาหยอดเมื่อวันที่ 10 อาการที่ดีขึ้นทันที 


 นางสาวอนุวรรณ บอกว่า เรื่องที่ตนเองโพสนั้นเป็นเรื่องที่อยากให้ประชาชน ได้เกิดการับรู้เป็นอุทาหรณ์เท่านั้น โดยตอนนี้ไม่ได้คิดที่จะฟ้องร้องเอาเรื่องกับทางโรงพยาบาลแต่อย่างใด แต่อยากเตือนให้การทำงานต้องระเอียดรอบคอบกว่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่อันตราย โดยหลังจากโพสลงไปนั้นมีคนเข้ามาตอมเม้นเยอะมากว่าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนตัวก็รักษาที่นี่ไม่เคยเจออะไรผิดปกติก็เพิ่งมาเจอครั้งนี้ ยอมรับว่าไม่อยากจะเอาเรื่องเพราะกลัวว่าต่อไปจะไปรักษาจะได้รับการรักษาที่ไม่ได้  จึงอยากให้คนเข้าใจเท่านั้น ซึ่งเมื่อวันที่ 12   ที่ผ่านมาได้มีพยาบาลจากโรงพยาบาลแห่งนี้ได้โทรมาสอบถามเรื่องราวและบอกว่าหากติดใจการรักษาให้มาพบที่โรงพยาบาลแล้ววางสายไปจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้มาพบและติดต่ออะไรกลับมาอีก ซึ่งยอมรับว่าเสียความรู้สึกเหมือนกัน 


 วันเดียวกัน ว่าที่ร้อยตรีหญิงอรพิณ ม่วงเจริญ นักวิชาการยุติธรรมปฏิบัติการรักษาการแทน หัวหน้ากลุ่มอำนวยความยุติธรรมและนิติการ สักนักงานยุติธรรมจังหวัดนครปฐม ได้เดินทางมาพบเพื่อเยี่ยมให้กำลังใจพร้อมทั้งแนะนำข้อมูลถึงขั้นตอนที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครปฐม จะยื่นมือเข้ามาช่วย โดยบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครปฐม ได้ดำเนินการตามนโยบายในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย โดยได้ชี้แจงถึงสิทธิต่างๆหรับกรณีนี้ พบน้องที่ได้รับการรักษาเป็นผู้เสียหาย ซึ่งตามหลักกการก็จะต้องฟ้องร้องแพทย์ผู้ทำการรักษา โรงพยาบาลและประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เหี่ยวข้อง ซึ่งกรณีนี้ทางคุณแม่ไม่ประสงค์จะเอาความผิด แต่ทางสิทธิสามารถทำได้ ซึ่งทางออกที่ดีคือการเจรจากันก่อน โดยทางสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครปฐม นั้นพร้อมจะเป็นคนกลางในการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่ายให้เกิดความเข้าใจ


 ส่วนสิทธิของผู้เสียหายที่จะได้รับก็มีเงินเยียวยาให้ในเบื้องต้น แต่ต้องมีการเข้าไปแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายซึ่งก็จะมีคณะกรรมการซึ่งก็จะมีแพทย์ผู้ที่เชี่ยวชาญจะมาร่วมเป็นคณะกรรมการในการสอบสวนเรื่องนี้ด้วยโดยตอนนี้ทางคุณแม่ก็พร้อมที่จะให้ทางเราเป็นตัวกลางนำเข้าไปพบทางโรงพยาบาลแห่งนี้แล้ว โดยจะมีการดำเนินการต่อไป


 ขณะที่นายสมศักดิ์ ศรีบุญ อายุ 57 ปี พ่อของนางสาวอนุวรรณ บอกว่า เรื่องการติดเชื้อตาแดง นั้นเริ่มหลานคนเล็กไปติดจากเด็กแถวบ้าน แล้วมาติดที่หลานคนเล็กจากนั้นตนเองไปอุ้มหลานก็ติดมาด้วย โดยมีอาการคันและเคืองตาจึงได้ไปหาหมอที่คลินิกแล้วหายาหยอดตามารักษา ที่ไม่ได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลเพราะคนเยอะไปหาทั้งวันก็รอไม่ไหว โดยสิ่งที่เกิดขึ้นอยากจะเตือนว่าการจ่ายยาให้เด็กเล็กนั้นควรจะดูว่าเด็กอายุเท่าไหร่ เหมาะกับเด็กหรือไม่ และประสงค์ว่าจะไม่ฟ้องร้องเอาความเพราะไม่ได้อยากไปเอาเงินเอาทองของเขามา ซึ่งตนเองก็ใช้วิธีทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองตามปกติไป ซึ่งเรื่องนี้อยากให้เป็นอุทาหรณ์ไว้เท่านั้น 

 

 

 

 

นายปนิทัศน์ มามีสุข นส.ปณิดา มามีสุข ผู้สื่อข่าวภูมิภาคสำนักข่าวทีนิวส์  จ.นครปฐม

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน