อธิการ มรภ.อยุธยา ออกโรงโต้อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งและกรมศิลป์ ปมสร้างตึกคร่อมแนวคลองโบราณ





จากเหตุการณ์ที่มีอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา  คร่อมทับแนวคลองโบราณ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสะพานก่อด้วยอิฐชื่อคลองเทพหมี ใกล้บ้านพระเพทราชา โดยกล่าวอ้างว่าการดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวของมหาวิทยาลัยฯผิดมาตั้งแต่ต้น ผ่านสภามหาวิทยาลัยมาได้อย่างไร จนกรมศิลป์สั่งระงับการก่อสร้าง และให้รื้อถอน ผ่านทางสื่อออนไลน์ น.ส.พ.ฉบับหนึ่ง

 

ล่าสุดวันนี้ 1 ส.ค. 2562 รองศาสตราจารย์ ดร.ชูสิทธิ์  ประดับเพ็ชร์ รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหา  นำหลักฐานพร้อมภาพถ่าย ขณะที่มีการปรับปรุงพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้าง    ชี้แจงกรณีการก่อสร้างอาคารเรียนตึกศิลปกรรมศาสตร์ มีเนื้อหาสำคัญดังต่อไปนี้

ตามที่มีนักวิชาการ และข้าราชการของกรมศิลปากร ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนตั้งแต่วันที่  ๒๗  – ๓๐  กรกฎาคม ๒๕๖๒  อย่างต่อเนื่องว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์คร่อมแนว คลองโบราณประตูเทพหมี แล้วไม่ยอมรื้อถอนตามคำสั่งของกรมศิลปากร  ซึ่งการให้ข่าวดังกล่าวเป็นการนำเสนอ ข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนโดยมีข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่ครบถ้วนรอบด้าน และคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงหลายประการ  ประเด็นข่าวที่ถูกน าเสนออาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม และเกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัยฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวในอีกแง่มุมหนึ่ง ดังนี้

มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาเป็นสถาบันอุดมศึกษามีภาระหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ คู่คุณธรรม สำนึกในความเป็นไทย มีความรัก และผูกพันต่อท้องถิ่น อีกทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน เพื่อช่วยให้คนในท้องถิ่นรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การผลิตบัณฑิตดังกล่าว จะต้องให้มีจำนวนและคุณภาพ สอดคล้องกับแผนการผลิตบัณฑิตของประเทศ ซึ่งการให้บริการด้านการจัดการศึกษาถือเป็นการดำเนินการ  ให้บริการสาธารณะประเภทหนึ่ง ทั้งนี้ การให้บริการด้านการจัดการศึกษาจะต้องมีการจัดหาสถานที่ในการจัดตั้ง มหาวิทยาลัย จัดหาอาคารก่อสร้างและสถานที่  จัดสร้างระบบสาธารณูปโภค ระบบสาธารณูปการ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งความสะดวกทางด้านการคมนาคม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกันภายในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่เนื่องจากปัจจุบันอาคารเรียนไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอนและทำกิจกรรมของนักศึกษา และอาคารเรียนก็มีสภาพทรุดโทรมไม่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องมีอาคารที่มีความพร้อมและจัดให้มีบริการสาธารณะด้านการศึกษาให้เหมาะสมกับภารกิจที่กำหนดไว้  ด้วยความจำเป็นดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้จัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัย  และ ได้เสนอของบประมาณต่อสำนักงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ จำนวน  ๑  หลัง โดยใน ปีงบประมาณ  ๒๕๕๘-๒๕๖๐  มหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจากสำนักงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนดังกล่าว

๑.ประเด็นสภาพและลักษณะของพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอเรียนว่า ภายหลังจากที่มหาวิทยาลัยได้รับการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อมิให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย จึงได้เริ่มเตรียมพื้นที่ทางกายภาพสำหรับการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์  เมื่อปลายปี ๒๕๕๘โดยมหาวิทยาลัยได้เลือกพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ถนนและบ้านพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัยจำนวน  ๒๐  หลัง สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.  ๒๕๐๙  จนถึงปัจจุบัน  มีอายุการใช้งานมากกว่า ๕๐  ปี  มีสภาพเก่าทรุดโทรมมากไม่สามารถอยู่ อาศัยได้  และพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนในสภาพความเป็นจริงเชิงประจักษ์  ไม่เคยปรากฏแนวคลองโบราณประตูเทพหมีมาก่อน  อีกทั้ง กรมศิลปากรก็ไม่ได้มีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และไม่ได้มีการประกาศกันเขตพื้นที่บริเวณก่อสร้างเป็นแนวเขตโบราณสะพานเทพหมีหรือคลองโบราณประตูเทพหมีแต่อย่างใด ในส่วนของตัวสะพานเทพหมีก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์แต่อย่างใด โดยสะพานเทพหมีนั้น สภาพเดิมมีลักษณะเป็นเพียงซากอิฐและมีส่วนที่โผล่พ้นพื้นดินมาเพียงเล็กน้อย  ต่อมาในปี  พ.ศ. ๒๕๕๔  ภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา  กรมศิลปากรได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ โดยมีการก่อสร้างต่อเติมให้มีสภาพเป็นสะพานที่สมบูรณ์ และมีการปรับแต่งพื้นที่โดยการขุดดินใต้สะพาน รวมทั้งด้านหน้าและด้านหลังของสะพานให้มีสภาพคล้ายคลอง โดยด้านทิศใต้ติดต่อกับพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ มีการขุดดินเป็นแนวคลองจากตัวสะพานยาวประมาณ  ๖  เมตร เท่านั้น ในการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยได้คำนึงถึงการอนุรักษ์โบราณสถานจึงได้ปรับระยะถอยร่นตามคำแนะนำของกรมศิลปากร จนทำให้ตัวอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์มีระยะห่างจากพื้นที่ที่กรมศิลปากรขุดให้มีลักษณะคล้ายคลอง และห่างจากสะพานเทพหมีประมาณ ๑๕ เมตรเศษ การก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้มีการก่อสร้างทับตัวสะพานหรือคร่อมแนวคลองโบราณแต่อย่างใด แต่เป็นการก่อสร้างในพื้นที่ที่เคยมีการปลูกสร้างบ้านพักอาจารย์อยู่ก่อนแล้ว และพื้นที่บริเวณดังกล่าว กรมศิลปากรไม่ได้ประกาศเป็นเขตของโบราณสถานแต่อย่างใด

๒.ประเด็นกรมศิลปากรรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์มาโดยตลอดมหาวิทยาลัยขอเรียนชี้แจงว่า ก่อนการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยได้เข้าพบผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่  ๓  พระนครศรีอยุธยา  เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร และสถานที่ที่จะก่อสร้างเพื่อให้มีความกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมของสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิม และเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของการเป็นเมืองมรดกโลกมาโดยตลอด ต่อมาระหว่างปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๘  ถึงปี  พ.ศ.  ๒๕๕๙  กรมศิลปากร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตัวแทนของกรมศิลปากร เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ทำการตรวจสอบได้รู้เห็นถึงแบบรูปรายการอาคารก่อสร้าง ได้แก่ ความสูงของอาคาร รูปแบบหลังคา  และตำแหน่งที่จะทำการก่อสร้างอาคารเรียนแห่งนี้มาโดยตลอดแล้ว อีกทั้งยังได้ให้คำแนะนำในการก่อสร้างว่าสามารถก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ จนทำให้มหาวิทยาลัยเชื่อและเข้าใจโดยสุจริตว่าสามารถก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ในพื้นที่ดังกล่าวตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้แทนของกรมศิลปากรได้ จึงได้เริ่มลงมือก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ เมื่อทำการก่อสร้างได้ประมาณ๓๕ %  ของงานก่อสร้างทั้งหมด กรมศิลปากรยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้แทน ลงมาตรวจงานก่อสร้างของมหาวิทยาลัย พร้อมให้คำแนะนำในการก่อสร้างอาคารเรียนดังกล่าวตลอดมา จนกระทั่งมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ตามคำแนะนำของกรมศิลปากรแล้วเสร็จไปประมาณ  ๗๐ %  ของงานก่อสร้างทั้งหมด  ต่อมา ในวันที่  ๓๐  พฤษภาคม ๒๕๖๐  กรมศิลปากร โดยอธิบดีกรมศิลปากร  ได้มีคำสั่งขอให้มหาวิทยาลัยระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งและฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง

 

 






๓.  ประเด็นการไม่รื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฯ ขอชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้เพิกเฉยหรือไม่สนใจกับคำสั่งของกรมศิลปากรสั่งให้รื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์แต่อย่างใด  เหตุที่ยังไม่มีการรื้อถอนจนจึงปัจจุบัน เนื่องจากภายหลังจากที่อธิบดีกรมศิลปากรมีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์แล้ว  มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่  ๑๕ มิถุนายน  ๒๕๖๐  มหาวิทยาลัยจึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ พร้อมทั้งยื่นเรื่องขอคุ้มครองชั่วคราว  ต่อมาปลัดกระทรวงวัฒนธรรม  ได้พิจารณาอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งยกอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัย พร้อมกับแจ้งว่าหากไม่เห็นด้วยให้มหาวิทยาลัยฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน  ๙๐  วัน นับแต่วันได้รับแจ้งผลการอุทธรณ์ และแจ้งคำสั่งว่า กรมศิลปากรมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวกรณีคำสั่งรื้อถอนอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ จากนั้นมหาวิทยาลัยจึงใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางตามที่กรมศิลปากรได้แจ้งสิทธิไว้ เพื่อขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอน คำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนิน กระบวนพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่ได้ขัดคำสั่งของกรมศิลปากรแต่อย่างใด กรมศิลปากรก็ทราบเป็นอย่างดี ซึ่งการอุทธรณ์และการฟ้องคดีต่อศาลปกครองของมหาวิทยาลัยก็เป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมที่กฎหมายให้อำนาจมหาวิทยาลัยฯใช้สิทธิฟ้องคดี เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการออกคำสั่งของกรมศิลปากร  เมื่อศาลปกครองยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด ข้อเท็จจริงในประเด็น มหาวิทยาลัยต้องรื้อถอนอาคารตามคำสั่งของอธิบดีกรมศิลปากรหรือไม่นั้น จึงยังไม่เป็นที่ยุติ

ประเด็นการเสนอข่าวและให้ความเห็นของนักวิชาการรวมถึงข้าราชการของกรมศิลปากร จากกรณีที่มีหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ได้มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโดยนำความเห็นของนักวิชาการและข้าราชการระดับสูงของกรมศิลปากรมาตีพิมพ์และเผยแพร่ต่อสาธารณชน  นั้นกรณี  มีการพาดหัวข่าวว่า  “สร้างตึกคร่อมคลองโบราณใกล้บ้านพระเพทราชา กรมศิลป์สั่งระงับ-จี้รื้อ  ๒ ปีไม่คืบ” และในเนื้อหาของข่าวได้เขียนว่า  “มรภ.อยุธยา สร้างตึกคร่อมคลองเทพหมี ใกล้บ้านพระเพทราชา กรมศิลป์สั่งระงับ  ๒  ปียังไม่รื้อ...นักประวัติศาสตร์จวกสำนึกสถาบันการศึกษาชี้ผิดเต็มๆ . ..” และยังได้ตีพิมพ์ความเห็นของนักวิชาการท่านหนึ่งว่า การดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวถือว่าผิดตั้งแต่ต้น การที่ มรภ.พระนครศรีอยุธยาทำเช่นนี้ถือว่าดูไม่งาม ในรั้ว มรภ. ก็มีวัดบรมพุทธาราม บ้านเดิมของพระเพทราชา ใกล้ๆ กับคลองและสะพานเทพหมีที่คาดว่าเป็นยุคสมัยเดียวกัน และได้ตีพิมพ์ความเห็นของนักวิชาการอีกท่านหนึ่งว่า  สำนึกของหน่วยงานการศึกษาไม่ควรสร้างสิ่งรุกล้ำ การสร้างอาคารคร่อมแนวคลองเทพหมีจึงผิดตั้งแต่แรกสิ่งที่ควรทำคือรื้อถอนอาคาร เป็นต้น

มหาวิทยาลัยขอเรียนชี้แจงว่า การให้ข่าวเพียงด้านเดียวไม่ครบถ้วนรอบด้าน และอาจทำให้ผู้อ่านข่าวส่วน
ใหญ่ที่ไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงย่อมเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยกระทำความผิด จึงเป็นการให้ข่าวที่มีลักษณะเป็นการชี้นำสังคมและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมทั้งกับหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง ประชาชนในสังคมและในพื้นที่ อีกทั้งเกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย   ซึ่งข้อเท็จจริงพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ไม่เคยมีแนวคลองสะพานเทพหมีและไม่มีร่องรอยซากโบราณสถานเชิงประจักษ์ในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด มีเพียงถนนและ
บ้านพักอาจารย์สร้างเต็มพื้นที่ โบราณ ดังที่มหาวิทยาลัยได้เรียนชี้แจงแล้วข้างต้น

นอกจากนี้ เมื่อมหาวิทยาลัยตรวจสอบตามตำแหน่งที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ จากแผนที่ซึ่งจัดทำโดยส่วนราชการ  และหน่วยงานของรัฐปรากฏว่า “บริเวณที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ ไม่มีแนวคลองโบราณ (ประตูเทพหมี) แต่อย่างใด” โดยมหาวิทยาลัยได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นหลักฐานของหน่วยงานอันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ศาลประกอบการพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว และที่มีการเสนอข่าวถึงมหาวิทยาลัยว่าได้ก่อสร้างอาคารใกล้บ้าน พระเพทราชานั้น มหาวิทยาลัยขอเรียนชี้แจงว่า บริเวณพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนดังกล่าวไม่เคยปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นที่ตั้งของบ้านพระเพทราชามาก่อน ซึ่งตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)  ได้กล่าวไว้ความตอนหนึ่งว่า  “ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริว่า บ้านป่าตองเป็นที่สิริราชมหามงคลสถาน ควรอาตมจักสถาปนาเป็นพระอาราม จึงดำรัสสั่งให้สถาปนาสร้างกำแพงแก้ว พระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ เสนาสนกุฎี   ดำรัสสั่งให้หมื่นจันทราช ช่างเคลือบ ให้เคลือบกระเบื้องสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ  จึงถวายพระนามอารามชื่อวัดบรมพุทธาราม”   ข้อความตามพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาดังกล่าว ได้อธิบายถึงนิวาสสถานเดิมของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งหมายถึง พระเพทราชา ก่อนมีการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเพทราชา  ตั้งอยู่บริเวณบ้านป่าตองซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดบรมพุทธาราม ซึ่งวัดบรมพุทธารามจะอยู่ด้านทิศตะวันตกแต่อาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์ตั้งอยู่ทางด้าน     ทิศตะวันออกของมหาวิทยาลัย มีระยะห่างกันมาก โดยมีอาคารเรียนและถนนกั้น การให้ข่าวว่าพื้นที่ก่อสร้างอาคารเรียนศิลปกรรมศาสตร์อยู่ใกล้บ้านพระเพทราชาจึงไม่ถูกต้อง

ส่วนกรณีที่มีการเสนอข่าวเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหาย โดยผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา  ได้ให้ข่าวทำนองว่า  ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยามีการอุทธรณ์ ซึ่งก็มีการตอบอุทธรณ์แล้วเช่นกันว่า ให้ยืนตามคำสั่งเดิม และเมื่อมีการไม่รื้อถอนภายใน  ๖๐ วัน กรมศิลปากรจึงแจ้งความดำเนินคดีกับทางมหาวิทยาลัย  ซึ่งทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาก็ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกรมศิลปากร  นั้นมหาวิทยาลัยขอชี้แจงว่า  การดำเนินการฟ้องคดีเรียกร้องค่าเสียหายนั้น เป็นการใช้สิทธิตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากมหาวิทยาลัยได้รับผลกระทบจากคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุทำให้ส่วนราชการสูญเสียงบประมาณ และโอกาสในการจัดการศึกษา และผู้รับจ้างเหมาก่อสร้างแจ้งสงวนสิทธิ์โดยใช้สิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายกับทางมหาวิทยาลัย จึงมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลจากการถูกระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารเรียนดังกล่าว และเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายก่อนที่กรมศิลปากรจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับมหาวิทยาลัย ซึ่งหากมหาวิทยาลัยไม่ดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้คดีขาดอายุความและ เกิดความเสียหายต่อราชการ การฟ้องคดีของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เป็นเพราะสาเหตุจากการที่กรมศิลปากรได้แจ้งความดำเนินคดีกับมหาวิทยาลัยแต่อย่างใดประเด็นความเสียหายจากการให้ข่าวไม่ครบรอบ  ด้านมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เห็นว่า การให้ข่าวอย่างต่อเนื่องดังกล่าว เป็นการให้ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ครบถ้วน และรอบด้าน รวมทั้งเป็นการชี้นำสังคมและสาธารณะให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสับสน  ต่อความจริงที่ยังไม่ยุติ ซึ่งปัจจุบันกระบวนการทางกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง การให้ข่าวดังกล่าว มหาวิทยาลัยไม่ทราบว่าผู้แทนของกรมศิลปากร  มีเจตนาต้องการสื่อให้สังคมเข้าใจไปในทิศทางอย่างไร    เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘  มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาจึงเห็นสมควรให้ ทุกฝ่ายเคารพต่อกระบวนการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลให้คดีเป็นที่ยุติก่อน โดยไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์  ก่อนศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป

มหาวิทยาลัยขอขอบคุณสำนักข่าวและผู้เกี่ยวข้องที่ให้ความสนใจและแสดงความห่วงใยต่อโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า มหาวิทยาลัยมีความห่วงใยต่อศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติ  และได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว โดยพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุด  เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง มหาวิทยาลัยจึงใคร่ขอความร่วมมือผู้ให้ข่าวและผู้เกี่ยวข้องระมัดระวังในการให้ข่าวและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย  เพื่อไม่เกิดความสับสนและเข้าใจผิด  หากมีการให้ข่าวที่มีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องปกป้องและสงวนสิทธิ์ที่ จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

                                                                                    จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

                                                                                รองศาสตราจารย์ ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์

                                                                              รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

                                                                                               ๓๑  กรกฎาคม  ๒๕๖๒

 

 

 

 

ภาพ-ข่าว  เกียรติยศ  ศรีสกุล  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าว ที นิวส์ จ.พระนครศรีอยุธยา


 





 

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน