โอละพ่อ!!เปิดคำพากษาศาลปกครองสูงสุดระบุถนนชายหาดหินงาม อ.สิชลเมืองคอนเป็นพื้นที่เอกชน-หลังโซเชี่ยลโพสต์วิจารณ์และร้องเรียนต่อเนื่อง




เปิดคำพากษาศาลปกครองสูงสุดระบุถนนชายหาดหินงาม อ.สิชลเมืองคอนเป็นพื้นที่เอกชน-หลังโซเชี่ยลโพสต์วิจารณ์และร้องเรียนต่อเนื่อง-เสี่ยใหญ่เจ้าของรีสอร์ทดังชี้แจงยิบสร้างถนนเพื่อธุรกิจแต่อนุญาตให้กรมประมงและคนทั่วไปใช้ยาวนานทำให้คนเข้าใจผิด -ปัจจุบันบริจาคที่ดินสร้างถนนสาธารณะสายใหม่ด้านบนติดเนินเขา

            จากกรณีที่เฟซบุ๊คเพจสิชลบ้านเรา และกลุ่มประเทศคอน  โพสต์ภาพและระบุข้อความว่า "มีนายทุนบุกรุกที่ดินหลวง หน่วยงานไหนรับผิดชอบที่ดินตรงนี้ " โดยยังมีข้อความในรูป ระบุว่า "ขออภัยในความไม่สะดวกที่ส่วนบุคคล ใช้สำหรับบริการลูกค้าของโรงแรมเท่านั้น ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอก นำอาหารและเข้ามารับประทาน และใช้สถานที่ดังกล่าวขอบคุณค่ะ" ลงชื่อประสานสุขวิลล่าบีชรีสอร์ท” ซึ่งเป็น รีสอร์ทตั้งอยู่ในพื้นที่หาดหินงาม ต.สิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช  จนมีสมาชิกในโลกโซเชี่ยล เข้ามาแสดงความคิดเห็น และมีการแชร์โพสต์ดังกล่าวออกไปอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่จะมีคำถามว่า พื้นที่ตรงบริเวณนี้เป็นถนนสาธารณะตัดผ่านและมีการใช้ถนนเป็นระยะเวลานาน

            ( 12 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตัวผู้สื่อข่าวซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราชและเคยใช้เส้นทางถนนเส้นนี้มานานนับสิบปี จนกระทั่งปัจจุบันถนนเส้นนี้ได้ปิดประกาศเป็นที่ส่วนบุคคลไปไดอย่างไร หลังมีกระแสข่าวทางโลกโซเชี่ยล ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ชอง “ประสานสุขวิลล่าบีชรีสอร์ท เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยได้พบกับนายวิศวะ พงศ์สุธรรม ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ   ได้ให้การต้อนรับและชี้แจงในเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด


นาย วิศวะ พงศ์สุธรรม กล่าวว่า  คุณแม่ของตนได้ซื้อที่ดินแปลงนี้ ตั้งแต่สมัยปี 2497  หรือประมาณ 65 ปีที่ผ่านมา  มีพื้นที่ทั้งหมดเกือบ 70ไร่ ปัจจุบันเป็นที่ดินเอกสารสิทธิ์ นส.3 ก. พื้นที่ก่อสร้างรีสอร์ทริมทะเลประมาณ 20ไร่ ส่วนที่เหลือยังปล่อยให้เป็นพื้นที่การเกษตรปลูกยางพารา โดยระบุมีพื้นที่ตั้งแต่เนินเขาลงมาจรดริมทะเล  และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยระบุในเอกสารที่ดินว่ามีถนนสาธารณะริมทะเล และบริเวณริมทะเลของชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่เคยมีระบุถนนสาธารณะติดทะเลเลยแม้แต่สักรายเดียว  และพื้นที่ติดต่อกับของตนตรงบริเวณที่สิ้นสุดของถนนเทศบาลตำบลสิชลตรงนั้นเป็นที่ดินราชพัสดุจำนวน 5 ไร่ และตนได้ทำสัญญาขออนุญาติใช้พื้นที่ในส่วนนั้นด้วย

             หลังจากซื้อที่ดินแปลงนี้มาแล้วต่อมาในปี 2513 คุณแม่ของตนได้สร้างบ้านพักหลังเล็ก ๆ เพื่อให้ มีคนมาเช่า มาพัก จำนวนหลายหลัง  พร้อมกับได้ทำถนนและปักเสาพาดสายไฟฟ้าเข้ามาในพื้นที่ของตัวเองเพื่อความสะดวก  จนต่อมาเมื่อปี 2524 กรมประมงได้มาจัดซื้อที่ดินด้านใน เพื่อก่อสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช และได้ขอบริจาคที่ดินจากชาวบ้านเพื่อทำถนนสาธารณะทางด้านหลังติดเชิงเขา  ซึ่งตนได้บริจาคที่ดินให้ถนนสาธารณะตัดผ่านที่ดินของตนเอง ซึ่งก็คือถนนด้านหลังที่ใช้กันในปัจจุบันนี้  แต่ในขณะนั้นได้มีการปักเสาไฟฟ้าแรงสูงตลอดแนวถนน  แต่ไม่มีงบประมาณในการก่อสร้างถนน ทางกรมประมงจึงได้ทำหนังสือถึงเจ้าของรีสอร์ทเพื่อขอใช้พื้นที่ทำถนนชั่วคราวด้านหน้าริมหาดทะเลผ่านที่ดินชาวบ้านหลายรายจนถึงสำนักงานศูนย์วิจัยประมง และประชาชนทั่วไปจึงได้ประโยชน์ในการใช้ถนนไปพร้อม ๆ กันด้วย  จนในเวลาต่อมาถนนสาธารณะด้านหลังที่ตนและชาวบ้านได้มอบให้ได้ทำการก่อสร้างถนนทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดงบก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ทางกรมประมงจึงได้ทำหนังสือยกเลิกการใช้ถนนริมทะเลด้านหน้าเมื่อปี 2540 รวมระยะเวลาที่กรมประมงใช้ถนนสายริมทะเลนี้ยาวนานถึง 16 ปี  จึงอาจทำให้ประชาชนคิดว่าหรือเข้าใจว่าถนนสายนี้เป็นถนนสาธารณะก็เป็นได้  เมื่อทางกรมประมงได้แจ้งยกเลิกไปแล้ว ตนยังไม่ปิดถนนสายนี้ยังเผิดให้คนทั่วไปใช้บริการเข้ามาในพื้ที่ชายทะเลได้   จนกระทั่งปี 2542  ได้เกิดคลื่นยักซัดถนนพังได้รับความเสียหาย ตนจึงปิดถนนและพื้นที่ทำการปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยว หลังก่อสร้างถนนและปรับปรุงพื้นที่เสร็จจึงได้ปิดประกาศเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล อาจจะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปคิดว่าตนได้ปิดกั้นถนนสาธารณะ ซึ่งจริง ๆ แล้วถนนเส้นนี้ไม่ได้เป็นถนนสาธารณะตั้งแต่เริ่ม และไม่เคยมีถนนสาธารณะทางด้านหน้าติดชายหาด

นายวิศวะ พงศ์สุธรรม  กล่าวชี้แจงอีกว่า หลังจากที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลแล้วก็ได้มีการร้องเรียนไปยังทางอำเภอสิชล แต่ละครั้งได้มีการสรุปของหน่วยงานที่รับผิดชอบถึง 2 ครั้งว่าถนนสายนี้ไม่ได้เป็นที่สาธารณะแต่เป็นถนนสวนบุคคลมาตั้งแต่ต้น   จนครั้งหลังสุดยังมีการร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกด้วย และทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้นได้ลงความเห็นว่าถนนสายนี้ไม่ได้เป็นที่สาธารณะจนเป็นเหตุนำคดีฟ้องศาลปกครอง จนในที่สุดศาลปกครองจนถึงศาลปกรองสูงสุดได้มีคำพิพากษาตัดสินว่าถนนสายนี้ไม่ได้เป็นที่สาธารณะเช่นกัน ใช้เวลาในกระบวนการชั้นศาลกว่า 9 ปีสรุปชัดเจนว่าไม่ได้เป็นพื้นที่สาธารณะ   โดยประเด็นที่ประชาชนสงสัย ดูได้จากเว็ปไซต์คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดได้ เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว 

            “ต่อมาผู้โพสในเฟซบุ๊คได้โพสต์ข้อความขอโทษทางรีสอร์ทแล้ว แต่ตนอยากจะฝากไว้ว่าการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อการสาธารณะถือว่าเป็นเรื่องดีช่วยสอดส่องดูแลผู้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าโดยมิชอบ แต่การแสดงความคิดเห็นควรจะแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานโดยสุจริตไม่ใช่ไปกล่าวหาผู้อื่นให้เกิดความเสียหายก่อนแล้วจึงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อพบข้อเท็จจริงว่าไม่ได้เป็นถนนสาธารณะจึงมาโพสต์ขอโทษภายหลัง   ซึ่งการแสดงความคิดเห็นที่ทำให้บุคคลอื่นเสียหายอาจจะเข้าข่ายมีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือมีความผิดฐาน พรบ.คอมพิวเตอร์ได้” นายวิศวะ กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด.

ภาพ/คลิป  สายัณห์  ศรีใหม่ /ทีมข่าว อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

ข่าว/ยุทธนะ เตมะศิริ นครศรีธรรมราช


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน




ข่าวที่เกี่ยวข้อง