ปชป.ประสานเสียงฟันธง ปีหน้าเศรษฐกิจฟื้นแน่ หวั่นการเมืองไม่นิ่งอาจส่งผลกระทบ เร่งพัฒนาแรงงานฝีมือ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน




ทีมเศรษฐกิจ ปชป. ประสานเสียงฟันธง ปีหน้าเศรษฐกิจ ฟื้นแน่ หวั่นการเมืองไม่นิ่งอาจส่งผลกระทบ จับตาคนตกงาน เร่งพัฒนาแรงงานฝีมือ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

       พรรคประชาธิปัตย์ (17 ธันวาคม 2562) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เผยว่า ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ได้จัดให้มีกิจกรรมแถลงข่าวเชิงเสวนาภายใต้หัวข้อ “มุมมองเศรษฐกิจ 2563 ฟุบหรือฟื้น?” เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเหล่ากูรูด้านเศรษฐกิจของพรรค ได้นำโดยนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค ดร.สามารถ ราชพลสิทธ์ รองหัวหน้าพรรค ดร.ธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ ผอ.สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย และนายอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ อดีตรองประธานเชลล์ ประเทศไทยและทีมเศรษฐกิจ

โดยนายปริญญ์ มองว่าปัจจัยที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้ามีสามประเด็นหลักคือ อัตราการว่างงาน ปัจจัยทางด้านนโยบายการเมือง และความสามารถในการแข่งขันของ SMEs โดยควรเร่งพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และปรับรูปแบบหลักสูตรที่เน้นป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ตอบโจทย์ความต้องการในยุคปัจจุบันที่มีการนำหุ่นยนต์ AI และเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้ ส่วนมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแม้เป็นเรื่องที่ทําได้ แต่ระยะยาวควรเน้นการขยายตลาดไปต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ จีนและอินเดีย และต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พร้อมกับการสร้างความโปร่งใสผ่านหลักนิติธรรมและสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาล ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ภาคเอกชนควรใช้โอกาสนี้หาพาร์ตเนอร์ต่างประเทศที่มาเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันหรือซื้อเทคโนโลยีทันสมัยมาเพิ่มมูลค่าให้กิจการ

ด้าน ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ มองเรื่องการลงทุนในระบบคมนาคมขนส่ง หรือเมกะโปรเจคท์ว่าจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเห็นว่า การลงทุนใน EEC รัฐควรลงทุนเองแบบ 100% เพื่อประหยัดงบประมาณ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ในขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงควรเปิดโอกาสให้ประเทศจีนมาร่วมลงทุน เพื่อช่วยดึงเม็ดเงินเข้ามาในประเทศ และดึงนักท่องเที่ยวจีนที่จะเข้ามา ที่สำคัญคือรัฐจะต้องทำงานอย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้า และมีความโปร่งใส รวมถึงตัดสินใจลงทุนบนโมเดลที่เหมาะสมกับแต่ละโครงการ

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ควรทํามากเกินควรเพราะไม่ช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว สิ่งที่ภาครัฐ ต้องทำไปควบคู่กันคือ มาตรการการลงทุนของภาครัฐ (Investment หรือ  I) การใช้จ่ายของภาครัฐ ( Government Expenditure หรือ G) และการบริโภคในประเทศ (Consumption หรือ C) โดยส่วนตัวเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังไปต่อได้ ไม่ฟุบอย่างแน่นอน แต่อาจไม่โตแบบหวือหวา


ในขณะที่นายอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ มองว่า ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ในปีหน้าจะไม่มีการปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบกับต้นทุนทางเศรษฐกิจทั้งภาคครัวเรือน ขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เศรษฐกิจในปีหน้าจึงยังคงไม่ฟุบอย่างที่หลายคนคาดการณ์ อย่างไรก็ตามนโยบายของภาครัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญตที่จะส่งผลต่อราคาพลังงาน และควรให้ความสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการใส่ใจเรื่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ส่วน ดร.ธราดล มองว่าการทำนโยบายทางด้านเศรษฐกิจท้ายที่สุดต้องวางเป้าหมายไปสู่ความยั่งยืน การพัฒนาคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ และนโยบายทางด้านการศึกษาจะเข้ามามีส่วนในการช่วยพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการผลิตแรงงานฝีมือป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เนื่องจากในปัจจุบันแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรมีสัดส่วนลดลงซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลง จึงต้องเร่งสร้างแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ

ทั้งนี้ในช่วงท้าย นางดรุณวรรณได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงถึงบทบาทการเป็นคลังสมองด้านเศรษฐกิจ ของทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ นอกเหนือการทำงานสนับสนุนนโยบายของภาครัฐด้านเศรษฐกิจที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ความมุ่งหวังที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยปรับใช้ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและเกิดการพัฒนาตนเองได้อย่างมั่นคง

บรรยงค์  จันทร์รอด   รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก (สวนนงนุชพัทยา)


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน